การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เกินความจำเป็นเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอันส่งผลต่อโรคไม่ติดต่อ เรื้อรัง หรือ non-communicable diseases (NCDs) มีผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอันส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในระยะยาว ปัจจุบัน คนไทยประมาณ 147 ล้านคนป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน และเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศ โดยเสียชีวิตเฉลี่ย 400,000 คนต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของ การเสียชีวิตทั้งหมด โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ทำให้คนวัยทำงานเสียชีวิตมากที่สุด คือ โรคเบาหวาน รองลงมา คือ โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดปริมาณการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันไว้ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ซึ่งมีปริมาณแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย โดยเด็กช่วงอายุ 6-13 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่ควรเกิน วันละ 4 ช้อนชา วัยรุ่นช่วงอายุ 14-25 ปี ไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา วัยทำงานช่วงอายุ 25-60 ปี ไม่ควรเกิน วันละ 4-6 ช้อนชา และผู้ที่ใช้พลังงานมากหรือผู้ออกกำลังกาย ไม่ควรเกินวันละ 8 ช้อนชา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ ลดอัตราการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคน้ำตาล รัฐบาลโดยกรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุข ร่วมกับ 9 บริษัทชั้นนำของประเทศ เช่น บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล) บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยีจำกัด(มหาชน) (พันธุ์ไทย) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรรและเบลลินี่) เป็นต้น จึงมีนโยบายมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องชง ดื่มในประเทศไทยที่ได้กำหนดให้ “หวานปกติ” ในเครื่องดื่มชงเท่ากับ “ระดับความหวานร้อยละ 50 ของสูตรเดิม” ทั้งนี้ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ซึ่งไม่ได้เป็นการบังคับลดความหวานในระดับบุคคล แต่ เป็นการปรับมาตรฐานความหวานในระดับโครงสร้าง สร้างเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้านอาหารและเครื่องดื่ม ระดับประเทศ ลดน้ำตาลอย่างเป็นระบบและเกิดรูปธรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลือกบริโภคอย่าง เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว ซึ่งการดำเนินนโยบาย ดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมี สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ในการประสานงาน สนับสนุนองค์ความรู้และ แนวทางเชิงวิชาการ
นโยบายมาตรฐานความหวานใหม่ คือ หวานปกติ” เท่ากับหวาน 50% ได้ต่อยอดและยกระดับ มาจากนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” ที่มีเครือข่ายภาคเอกชนหลากหลาย ร้านเครื่องดื่มในห้างสรรพสินค้าและ ร้านเครื่องดื่มเฟรนไชส์ในชุมชนต่าง ๆ ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้าถึง เครื่องดื่มหวานน้อย โดยผลจากขับเคลื่อนนโยบายหวานน้อย บริษัทไลน์แมนพบว่า ในปี 2567 ยอดสั่งออเดอร์เครื่องดื่มของคนไทยสั่งลดความหวาน สามารถลดการใช้น้ำตาลได้ถึง 120 ตัน และในปี พ.ศ. 2568 คนไทยสั่ง เครื่องดื่มหวานน้อยคิดเป็นร้อยละ 75 เพื่อเป็นการปรับระดับความหวานในภาพรวมของเครื่องดื่มชงให้ สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการส่งเสริมสุขภาพของประเทศ และสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้ประกอบการ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เชิญชวนผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มทั้งรายใหญ่และรายย่อยทั่วประเทศเข้าร่วมเป็น ภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนนโยบายความหวานปกติเท่ากับหวาน 50 โดยร้านค้าที่เข้าร่วมนโยบายจะมีการ บันทึกในระบบฐานข้อมูลกลาง และแสดงตำแหน่งร้านบนแผนที่ออนไลน์บนแอปพลิเคชัน “หวานน้อยสั่งได้”
จากงานวิจัยการออกแบบนโยบายหวานน้อยสั่งได้ของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุข พบว่า การติดสัญลักษณ์ “หวานน้อยสั่งได้” บริเวณหน้าแคชเชียร์ หรือบริเวณที่สังเกตได้ง่าย จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการฉุกคิดก่อนสั่งเครื่องดื่ม เป็นการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภค ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี Nudge ของ Thaler ซึ่งเป็นแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เน้นการ สะกิดหรือชี้นำให้คนเลือกทางที่ดีขึ้น จากการศึกษางานวิจัยดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทฤษฎี Nudge ที่อธิบายว่า มนุษย์มักทำตามพฤติกรรมที่ง่ายต่อการตัดสินใจและเลือกสิ่งที่มีให้เห็นเด่นชัดก่อน จึงสามารถนำแนวคิดนี้มา ใช้กับนโยบายหวานปกติเท่ากับหวาน 50% ซึ่งจะช่วยรณรงค์ประชาสัมพันธ์นโยบายให้เกิดการรับรู้และการมี ส่วนร่วมของประชาชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดน้ำตาล รวมทั้งจะช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมอีกด้วย
เมื่อปรับระดับความหวานของเครื่องดื่มชงเป็นร้อยละ 50 จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เสริมประสิทธิภาพระบบเผาผลาญให้ร่างกาย ลดการสะสมของไขมันส่วนเกิน ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว เนื่องจากช่วยลดกระบวนการที่น้ำตาลเข้าไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว นอกจากนี้ การบริโภค หวานร้อยละ 50 อย่างต่อเนื่องยังช่วยปรับความสมดุลการรับรส (Desensitization) อย่างไรก็ดี หากประชาชน ลดการบริโภคอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม ลง รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะส่งผลต่อการมี สุขภาพที่ดีและเมื่อประชาชนมีสุขภาพที่ดีจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลดค่าจัดซื้อยาและ เวชภัณฑ์ ตลอดจนเทคโนโลยีราคาแพง อีกทั้งยังช่วยลดการใช้งบประมาณของรัฐ
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th