การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นระบบรัฐสภา มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ โดยสภาผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนหนึ่ง เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศ แต่วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาจจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรง (การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนโดยตรง) หรือโดยอ้อม (การเลือกตั้งที่ให้ประชาชนไปเลือกตั้งผู้ที่จะไปทำการเลือกตั้งแทนตนในภายหลัง) ก็ได้แล้วแต่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ยกเว้น สภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (ฉบับปัจจุบัน) ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 โดยเริ่มแรกตามมาตรา 83 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คน คือ (1) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 350 คน และ (2) สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จำนวน 150 คน ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตราข้างต้น โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน โดยกำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละ 1 บัญชี มีจำนวนไม่เกิน 100 คน โดยรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครเลือกตั้งของพรรคการเมืองอื่นหรือซ้ำกับผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและเป็นการลงคะแนนแบบลับ รวมถึงให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรไว้ 3 ประการสำคัญ ได้แก่
อำนาจหน้าที่ที่กล่าวมาข้างต้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ในการเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศในการควบคุม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกคนเป็นสำคัญภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ทำให้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 สิ้นสุดลง จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 28 ของประเทศไทย โดยคงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 83 และวิธีการเลือกตั้งแบบเดิมตามที่เคยใช้ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 แต่ครั้งนี้กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในคราวเดียวกัน
ภายหลังการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2560 กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วและมีเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง จากนั้นให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งในครั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 และภายหลังจากการเปิดประชุมรัฐสภาแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะกำหนดให้มีการประชุมเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 เป็นลำดับต่อไป โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 99 กำหนดอายุของสภาผู้แทนราษฎรไว้คราวละสี่ปีนับอายุตั้งแต่วันเลือกตั้ง และในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรจะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้ ซึ่งความสำคัญในบทบัญญัติช่วงท้ายนี้มีเพื่อป้องกันการควบรวมพรรคการเมือง เป็นการกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองและไม่ประสงค์ให้มีการย้ายพรรคการเมืองได้เพื่อเป็นการป้องกันการซื้อตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อหวังผลในทางการเมือง
สภาผู้แทนราษฎรจึงถือเป็นองค์กรทางการเมืองที่สำคัญภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เพื่อทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย ผ่านบทบาทและหน้าที่ของรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th