พลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศไทย

ผู้เรียบเรียง :
นันทิยา ชายเกตุ, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-07
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

เมื่อกล่าวถึงพลังงานหมุนเวียน หลายคนมักนึกถึงแผงโซลาร์เซลล์ที่รับแสงแดด หรือกังหันลมแต่ยังมีพลังงานอีกชนิดหนึ่ง คือ "พลังงานความร้อนใต้พิภพ" หรือความร้อนที่สะสมอยู่ใต้ผิวโลก ความร้อนนี้ปรากฏให้เห็นผ่านแหล่งน้ำพุร้อนหลายแห่ง ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางพื้นที่ของภาคใต้ซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อน และอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพ น้ำพุร้อนเหล่านี้ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงทรัพยากรพลังงานที่ประเทศไทยมีอยู่ใต้ผืนแผ่นดิน

ข้อได้เปรียบสำคัญของพลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ สามารถผลิตพลังงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงแดด ลม หรือฤดูกาล แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ผันผวนตามสภาพอากาศ ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงมองพลังงานใต้พิภพเป็นพลังงานที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รายงานการศึกษาของหน่วยงานระดับสากลบ่งชี้ว่า แม้จะมีกว่า 100 ประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม แต่กลับมีไม่ถึง 30 ประเทศที่มีนโยบายเฉพาะด้านพลังงานความร้อนใต้พิภพ สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานที่มีศักยภาพชนิดนี้ยังถูกมองข้ามในเชิงนโยบายอยู่มาก

สำหรับประเทศไทย มีรายงานการศึกษาระบุว่า แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำร้อนอุณหภูมิต่ำถึงปานกลาง มีอยู่ประมาณ 97 ถึง 112 แห่ง กระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่มีอุณหภูมิไม่เกิน 120 องศาเซลเซียส ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งเดียวในประเทศไทย คือ โรงไฟฟ้าฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งเพียง 300 กิโลวัตต์ หรือราว 0.3 เมกะวัตต์ และผลิตได้จริงประมาณ 150–250 กิโลวัตต์ ขณะที่ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศได้ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตจากพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็น 21 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นว่า แม้พลังงานใต้พิภพในประเทศไทยจะมีศักยภาพอยู่ไม่น้อย แต่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ยังต้องอาศัยการศึกษาความคุ้มค่าให้ชัดเจนในมิติต่าง ๆ มากขึ้น

ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่า ประเทศไทยมีพลังงานใต้พิภพมากเพียงใด แต่อยู่ที่การจัดการศักยภาพที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะข้อจำกัดของพลังงานชนิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการสำรวจ ความเสี่ยงจากการขุดเจาะ ความชัดเจนของกฎระเบียบ การมีส่วนร่วมของชุมชน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่น้ำพุร้อนเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชนการพัฒนาพลังงานจึงต้องคำนึงถึงทั้งประโยชน์ด้านพลังงาน เศรษฐกิจท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และความไว้วางใจของประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อการผลักดันพลังงานใต้พิภพไม่ใช่เรื่องของวิศวกรรมหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของนโยบายสาธารณะ รัฐสภาซึ่งมีหน้าที่ตรากฎหมาย พิจารณางบประมาณ และตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน จึงสามารถใช้กลไกคณะกรรมาธิการในการศึกษา ติดตาม และเสนอแนวทางต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำฐานข้อมูลแหล่งพลังงานใต้พิภพระดับประเทศ การสนับสนุนงบประมาณด้านการสำรวจการพิจารณากฎหมายหรือกฎระเบียบเฉพาะ ยกตัวอย่างในกรณีประเทศอินโดนีเซียที่มีการแยกพลังงานความร้อนใต้พิภพออกจากกฎหมายเหมืองแร่ ทำให้การพัฒนาคล่องตัวขึ้น และการออกแบบมาตรการเพื่อให้การลงทุนมีแรงจูงใจเพียงพอ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับสากลที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น การทำให้ขั้นตอนการขออนุญาตมีความชัดเจน และการเปิดเผยข้อมูลแหล่งทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน

ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ได้หยิบยกประเด็นศักยภาพการนำความร้อนใต้พิภพมาใช้ในประเทศไทยขึ้นพิจารณา และมีข้อเสนอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายและแนวทางการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานใต้พิภพให้ชัดเจน สนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานใต้พิภพให้คุ้มค่าต่อการลงทุน รวมทั้งศึกษาวิธีลดต้นทุนจากประสบการณ์ต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นสัญญาณว่า พลังงานใต้พิภพเริ่มถูกมองในฐานะ "โจทย์เชิงนโยบาย" ไม่ใช่เพียง "ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่"

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพของไทยไม่ใช่คำตอบเดียวของความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะยังมีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิและขนาดกำลังผลิต แต่เป็นพลังงานทางเลือกที่ช่วยเสริมระบบพลังงานหมุนเวียนของประเทศ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์แบบผสมผสานตามระดับอุณหภูมิ เช่น ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ใช้ความร้อนในภาคเกษตร การอบแห้งผลผลิต ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และสร้างรายได้ให้ชุมชน หากมีการวางแผนและออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ พลังงานใต้พิภพอาจเป็นโอกาสในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างสมดุลและยั่งยืน

ด้วยเหตุนี้ พลังงานความร้อนใต้พิภพจึงเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องอาศัยข้อมูลรอบด้าน กฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนา และการกำกับดูแลที่โปร่งใส รัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนจึงมีหน้าที่ติดตามและตรวจสอบให้การพัฒนาพลังงานชนิดนี้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าต่อส่วนรวม ขณะเดียวกัน ประชาชนสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศได้ ด้วยการติดตามการทำงานของรัฐสภาและสะท้อนความเห็นในประเด็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตนเองและส่วนรวม