ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการใช้อำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและตรวจสอบซึ่งกันและกัน โดยผู้ใช้อำนาจบริหารคือคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ในการกำหนดนโยบายและบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามกฎหมายและประโยชน์ของประชาชน
“รัฐมนตรี” เป็นบุคคลซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีมี 2 ฐานะ ฐานะแรก คือ เป็นสมาชิกในคณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า และอีกฐานะหนึ่ง คือ เป็นเจ้ากระทรวงผู้มีอำนาจเต็มของส่วนราชการระดับกระทรวงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
การแต่งตั้งรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ซึ่งในทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ และรัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ด้วย
รัฐมนตรีมีที่มาจากตำแหน่งเสนาบดีในอดีตที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งมีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน “ถือบ้านถือเมือง” ต่อมาในสมัยอยุธยา สมัยพระบรมไตรโลกนาถมีการตั้งจตุสดมภ์ 4 คือ เวียง วัง คลัง นา มีเสนาบดีเป็นหัวหน้ารับผิดชอบแต่ละฝ่าย มีสมุหนายกและสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้าเสนาบดีสูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงจัดการปกครองในลักษณะเดียวกับการปกครองสมัยอยุธยาเรื่อยมา จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงปฏิรูปการปกครองใหม่ มีการจัดตั้งกระทรวงขึ้น โดยยังคงมีเสนาบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง
ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งกำหนดให้มี “คณะกรรมการราษฎร” จำนวน 15 คน ทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน มี “ประธานกรรมการราษฎร” ที่มาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร เป็นหัวหน้า และมีกรรมการราษฎรอีก 14 คน มาจากการเลือกของประธานกรรมการราษฎร แต่ในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้ใช้คำว่า “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะกรรมการราษฎร” “นายกรัฐมนตรี” แทน “ประธานคณะกรรมการราษฎร” และ “รัฐมนตรี” แทน “กรรมการราษฎร” คำว่า “รัฐมนตรี” จึงปรากฏเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนด ปัจจุบันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดไว้ คือ ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ติดยาเสพติด และไม่มีพฤติกรรมผิดจริยธรรมร้ายแรง ส่วนการพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งในกรณีที่รัฐมนตรีถึงแก่ความตาย ลาออก สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรี จะมีผลให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว แต่ในกรณีที่ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จะมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
สำหรับบทบาทหน้าที่หลักของรัฐมนตรีในการบริหารประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ
นอกจากรัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะฝ่ายบริหารแล้ว รัฐมนตรียังมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภาด้วย โดยต้องชี้แจงผลการดำเนินงาน นโยบาย และการใช้จ่ายงบประมาณต่อรัฐสภา หากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมนตรีมีความบกพร่อง ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ หรือการกระทำใด ๆ อันเป็นการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎรสามารถขอเปิดอภิปรายเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีได้ รวมทั้งลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ซึ่งอาจมีผลทำให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลกันระหว่างรัฐบาลและรัฐสภาตามหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th