แนวทางการปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR ของประเทศไทย

ผู้เรียบเรียง :
วิจิตรา ประยูรวงษ์, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-06
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

EUDR หรือ EU Deforestation – free Product Regulation คือ กฎหมายของสหภาพยุโรปที่มีเป้าหมายเพื่อลดการผลิตและบริโภคสินค้าที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม ประกาศใช้ครั้งแรกในปี 2566 โดยกำหนดให้สินค้าที่จะเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และกระบวนการผลิตต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่ายสินค้าในตลาดสหภาพยุโรปต้องจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างโปร่งใส กฎหมาย EUDR บังคับใช้กับผู้ประกอบการในสหภาพยุโรป ได้แก่ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้จัดจำหน่ายสินค้า โดยสินค้าทั้ง 7 รายการที่จะนำเข้าหรือส่งออกจากสหภาพยุโรป ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเหล่านี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข 3 ข้อหลัก ดังนี้

  1. 1. ต้องเป็นสินค้า Deforestation – free หมายถึง สินค้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตในพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าหรือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2563
  2. 2. สินค้าต้องไม่ขัดกับกฎหมายของประเทศผู้ผลิต
  3. 3. ก่อนการนำเข้า/ส่งออกสินค้า ผู้นำเข้า/ส่งออกต้องนำส่งรายงานการตรวจสอบและประเมินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่แต่ละประเทศสมาชิก EU มอบหมาย

กฎหมาย EUDR ได้มีการจัดกลุ่มประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่ความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงปานกลาง และความเสี่ยงต่ำ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีระดับความเข้มข้นของมาตรการที่ใช้บังคับแตกต่างกัน รวมถึงการตรวจสอบและบทลงโทษ โดยประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ

สำหรับสถานะการบังคับใช้กฎหมาย EUDR จากเดิมกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2567 ต่อมาได้มีการเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้ออกไป เนื่องจากความไม่พร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของสหภาพยุโรปโดยบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางจะต้องเริ่มปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบการขนาดเล็กได้รับการขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

จากความสำคัญดังกล่าว คณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมบูรณาการอุตสาหกรรมและนวัตกรรมใหม่ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย ในคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร    ชุดที่ 26 ได้จัดทำรายงาน เรื่อง แนวทางขับเคลื่อนเพื่อรองรับมาตรการ EUDR ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมไทยและคู่ค้า โดยได้เสนอแนวทางการส่งเสริมและการรองรับกฎหมาย EUDR คือ 1) ควรมีการกำหนดให้มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนมาตรการรองรับผลกระทบของกฎหมาย EUDR ตามความต้องการของสหภาพยุโรป 2) ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากกฎหมาย EUDR โดยเร่งด่วน 3) ควรจัดทำแผนงานโครงการเพื่อของบประมาณในการดำเนินการขับเคลื่อนเพื่อลดผลกระทบจากกฎหมาย EUDR อย่างเร่งด่วน และ 4) ในพื้นที่ชายขอบที่อาจมีปัญหาทับซ้อนของพื้นที่เพาะปลูกกับพื้นที่เขตป่าควรแยกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ออกจากพื้นที่ที่อาจมีประเด็นทับซ้อนไว้สำหรับการบริโภคในประเทศ หรือใช้แปรรูปส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นของโลก เนื่องจากอาจไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามกฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) หรือ  Agricultural Research Development Agency: ARDA ได้มีการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR โดยได้เปิดให้ใช้งานแพลตฟอร์ม EUDR Thailand Traceability Platform ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดทำรายงานการตรวจสอบและประเมินที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นไปตามข้อกำหนดของ EU เพื่อลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสารซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้าในยุโรป และเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถคงสถานะประเทศความเสี่ยงต่ำได้อย่างต่อเนื่อง โดยระบบถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย รองรับทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมาย EUDR และเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  1. 1) ข้อมูลแหล่งที่มาและพิกัดภูมิศาสตร์ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมระบุพิกัดพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่งวัตถุดิบอย่างชัดเจน  เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าเสื่อมโทรม
  2. 2) รายงานการตรวจสอบและประเมิน ต้องจัดทำเอกสารและหลักฐานเพื่อยืนยันว่าสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าและมีการปฏิบัติที่เป็นไปตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต และ
  3. 3) การบริหารความเสี่ยง ควรทำการประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลางหรือสูง เพื่อนำมาผลิตสินค้าและส่งออกไปยังสหภาพยุโรปพร้อมจัดหามาตรการหรือการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยง

กฎหมาย EUDR เป็นมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรของไทยโดยตรง แม้ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม ในการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการจัดทำแผนที่ป่าไม้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของกฎหมาย EUDR และการส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม กฎหมาย EUDR นับได้ว่าเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการยกระดับความยั่งยืนของภาคเกษตรและป่าไม้ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าไทยในตลาดโลก และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ในระยะยาว