การป้องกันการล่อลวงเด็กเพื่อเตรียมการล่วงละเมิดทางเพศ (Child Sexual Grooming)

ผู้เรียบเรียง :
วิลาสิณี ฉายรัตน์ตระกูล, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-12
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

เด็กและเยาวชนเป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางที่อาชญากรมักใช้โซเชียลมีเดียเข้าหาผ่านทางช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการล่อลวงเพื่อถ่ายรูปที่ไม่เหมาะสม การล่อลวงเพื่อละเมิดทางเพศ และการล่อลวงเพื่อหลอกซื้อของออนไลน์ ซึ่งการล่อลวงที่สร้างความบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรงที่สุด คือ การล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนบนออนไลน์ จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2565 โดยในปี 2567 มีคดีเกิดขึ้นทั้งหมด 346 คดี ในจำนวนนี้มีเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 8-14 ปี เป็นผู้เสียหายจำนวน 118 คน รองลงมา คือ เด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 15-17 ปี เป็นผู้เสียหายจำนวน 74 คน และเด็กผู้ชายอายุระหว่าง 8-14 ปี เป็นผู้เสียหายจำนวน 7 คน ทำให้ประเด็นการล่อลวงเด็กเพื่อล่วงละเมิดทางเพศกลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

การล่อลวงเด็กเพื่อเตรียมการล่วงละเมิดทางเพศ (Child Sexual Grooming) เป็นกระบวนการที่ผู้กระทำความผิดพูดโน้มน้าวหรือล่อลวงเด็กและเยาวชนให้เต็มใจมีความสัมพันธ์เชิงหญิงชายหรือมีปฏิสัมพันธ์ทางเพศในภายหลัง โดยเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจเพื่อลดความระมัดระวังของผู้ตกเป็นเหยื่อทำให้เหยื่อรู้สึกสบายใจและยอมรับพฤติกรรมทางเพศของผู้ใหญ่ และเกิดความรู้สึกคล้อยตามจนทำให้ละเลยศีลธรรมหรือมุมมองทางสังคมเกี่ยวกับการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี ดังนั้น เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการล่อลวงเพื่อเตรียมการล่วงละเมิดทางเพศผู้ปกครองจึงควรเฝ้าระวังพฤติกรรมที่จะไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว โดยสามารถสังเกตพฤติกรรมการล่อลวงเด็ก
เพื่อล่วงละเมิดทางเพศได้ ดังนี้

  1. 1. มองหาและเลือกเด็กและเยาวชนที่มีความเปราะบางในด้านต่าง ๆ เป็นเหยื่อ เช่น ขาดการดูแลหรือการยอมรับจากครอบครัว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ฯลฯ
  2. 2. สร้างความไว้วางใจกับเด็กและเยาวชน ผู้กระทำความผิดจะเฝ้าสังเกตและพยายามทำความรู้จักเหยื่อ เพื่อศึกษาว่าเหยื่อมีความต้องการอะไร และจะตอบสนองความต้องการนั้นอย่างไร อาจชักชวนให้เหยื่อเปิดเผยความลับและร่วมทำกิจกรรมบางอย่างเพื่อกันเด็กให้ออกห่างจากผู้ปกครองและครอบครัว อาทิ การชักชวนให้เด็กทำพฤติกรรมบางอย่างที่ผู้ปกครองไม่อนุญาตให้ทำ
  3. 3. ตอบสนองความต้องการ ผู้กระทำความผิดจะพยายามตอบสนองความต้องการของเหยื่อเพื่อให้ตนเองมีบทบาทสำคัญในชีวิตของเหยื่อ อาทิ การให้ของขวัญ การแสดงความรักความเอาใจใส่
  4. 4. พยายามแยกเด็กออกจากผู้ดูแล ผู้กระทำความผิดอาจเสนอตัวเข้ามาดูแลเด็กและเยาวชนในช่วงเวลาที่ผู้ปกครองติดภารกิจหรือติดธุระ หรือสร้างโอกาสที่จะได้อยู่ตามลำพังกับเด็ก
  5. 5. เริ่มแสดงออกทางเพศกับเด็กและเยาวชน จากการสัมผัสที่ดูเป็นธรรมชาติ เช่น สัมผัสร่างกายโดยบังเอิญหรือโดยการหยอกล้อ เพื่อให้เหยื่อเกิดความเคยชินและไม่ขัดขืนเมื่อยกระดับเป็นการสัมผัสทางเพศที่ชัดเจนมากขึ้น โดยผู้กระทำผิดมักฉกฉวยประโยชน์จากความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก เพื่อทำให้ปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นการละเมิดทางเพศมากขึ้นไปอีกตามลำดับ
  6. 6. ใช้การควบคุม พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นหลังจากผู้กระทำผิดได้ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชนแล้ว และต้องการที่จะทำต่อเนื่อง จึงบังคับให้เหยื่อทำตามความต้องการของตนเอง โดยใช้การข่มขู่การสร้างความรู้สึกผิด หรือการทำให้เหยื่อคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพื่อบังคับให้เหยื่อยินยอมให้ล่วงละเมิดทางเพศต่อไปและเปิดเผยเรื่องดังกล่าวต่อครอบครัว

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการล่อลวงเด็กเพื่อเตรียมการล่วงละเมิดทางเพศ (Child Sexual Grooming) ไว้โดยเฉพาะ แต่ความผิดดังกล่าวถือเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่

  • 1) ประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ มาตรา 277 การกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีหรือกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และมาตรา 279 การพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร
  • 2) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้แก่ มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทอดทิ้งเด็ก ทารุณกรรมเด็ก หรือกระทำการอันเป็นการขัดขวางการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็ก และ
  • 3) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ได้แก่ มาตรา 14 และ มาตรา 16

การนำเข้าข้อมูลที่ผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ กล่าวคือ การติดต่อสื่อสารเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผ่านสื่อออนไลน์ นอกจากการบังคับใช้กฎหมายข้างต้นแล้วภาครัฐร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมได้มีมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนจากสื่อออนไลน์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อและความฉลาดทางดิจิทัล เช่น การจัดทำแนวทางคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ พ.ศ. 2563 การจัดทำคู่มือความปลอดภัยบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2568 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การป้องกันการล่อลวงเด็กเพื่อเตรียมการล่วงละเมิดทางเพศ (Child Sexual Grooming) ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการสังเกตพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิดโดยผู้ปกครองและผู้ดูแล และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย กล่าวคือ

  • 1) เด็กและเยาวชนต้องรู้จักปกป้องตนเองจากอันตรายในโลกออนไลน์ และเรียนรู้วิธีการรับมือกับผู้ที่เข้ามาทำความสนิทสนมในลักษณะที่น่าสงสัย
  • 2) ครูและอาจารย์ควรมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญของเด็กและเยาวชน
  • 3) ภาครัฐควรจัดให้มีช่องทางในการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อสอดส่องและป้องกันการกระทำความผิด และจับกุมผู้ที่มีพฤติการณ์ล่อลวงแม้ในกรณีที่เด็กยังไม่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยตรง แต่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหาประโยชน์ทางเพศกับเด็กและเยาวชน และ
  • 4) ฝ่ายนิติบัญญัติควรมีการทบทวนแก้ไขและปรับปรุงบทบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการกระทำก่อนที่จะมีการกระทำทางเพศต่อเด็กในฐานความผิดพยายามล่อลวงเด็กเพื่อเตรียมการล่วงละเมิดทางเพศ

เพื่อป้องกันและยับยั้งการกระทำดังกล่าว เช่น

  • 1) กรณีกฎหมายอังกฤษ ที่ระบุว่าหากมีการติดต่อเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศ แม้จะยังไม่มีการนัดพบกันก็ให้ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว และมีโทษจำคุกกำหนดไว้ชัดเจน เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 2) กรณีกฎหมายญี่ปุ่น มีการเพิ่มความผิดในเรื่องการล่อลวงเด็กเพื่อเตรียมทารุณกรรมทางเพศและเพิ่มเกณฑ์อายุขั้นต่ำที่สามารถยินยอมต่อการร่วมประเวณีได้ตามกฎหมายจากเดิม 13 ปี ให้สูงขึ้นเป็น 16 ปี และ
  • 3) กรณีกฎหมายเกาหลีใต้ กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐรายงานเหตุอาชญากรรมทางเพศต่อเด็กและเยาวชน และขึ้นทะเบียนผู้กระทำความผิดเพื่อจำกัดการจ้างงานแก่บุคคลดังกล่าว