ขับขี่ปลอดภัย ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ผู้เรียบเรียง :
ณัฐพงศ์ พันธุ์ไชย, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-04
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

“เทศกาลสงกรานต์” เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้การจราจรบนท้องถนนหนาแน่นกว่าปกติ และมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในระดับสูง โดยข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย พบว่า ประเภทของรถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ รองลงมา คือ รถกระบะ และรถเก๋ง ตามลำดับ และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 287 คน บาดเจ็บ 2,060 คน โดยสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุที่สำคัญ ได้แก่ 

  1. 1. การขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การขับรถเร็วจะเพิ่มความเสี่ยงในการชนกับยานพาหนะหรือสิ่งกีดขวางอื่น ๆ บนถนน และการหยุดรถกะทันหันจะทำได้ยากขึ้น โดยกฎหมายได้กำหนดความเร็วสูงสุดของรถที่ขับขี่บนถนนประเภทต่าง ๆ ไว้ชัดเจน เช่น กรณีผู้ขับขี่รถยนต์บนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่มีทางเดินรถซึ่งได้แบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถขึ้นไป มีเกาะกลางถนนแบบกำแพง และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน ผู้ขับขี่สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม หากมีข้อจำกัดอื่น ๆ เช่น ถนนมีปริมาณรถหนาแน่น หรือทัศนวิสัยไม่ดี มีสิ่งกีดขวาง มีเหตุขัดข้อง หรือมีเครื่องหมายจราจรที่แสดงว่าเป็นเขตอันตรายหรือเป็นเขตที่กำหนดให้ขับรถช้า ๆ ผู้ขับขี่จะต้องลดความเร็วลงและเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร อีกทั้งในกรณีที่ถนนเส้นนั้นได้มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วไว้ผู้ขับขี่ต้องใช้ความเร็วไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดนั้นด้วย และผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท 
  2. 2. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า “เมาแล้วขับ” เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากส่งผลให้ความสามารถในการควบคุมยานพาหนะ ปฏิกิริยาตอบสนอง และความสามารถในการตัดสินใจต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ลดลง ทั้งนี้ กฎหมายได้กำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ขับขี่ทั่วไป และผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย เช่น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
  3. 3. การขับขี่โดยประมาทและฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถย้อนศร ขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในช่วงเทศกาลสงกรานต์อันเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่และมักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งนี้ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย เช่น ขับรถย้อนศร มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด หรือขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท เป็นต้น
  4. 4. การไม่สวมหมวกกันน็อกและไม่คาดเข็มขัดนิรภัย กฎหมายได้กำหนดให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อก ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ละเลยข้อกำหนดนี้ ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุมักจะได้รับความรุนแรงจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย เช่น ไม่สวมใส่หมวกกันน็อก มีโทษปรับตั้งแต่ 2,000-4,000 บาท ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะมาถึงนี้ จำเป็นที่จะต้องมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง ดังนี้ 

  1. 1. ผู้ขับขี่ต้องตรวจสอบสภาพรถให้มีความพร้อมก่อนการเดินทาง สภาพของเบรก ยาง พวงมาลัย ระบบไฟส่องสว่าง หากสภาพรถมีปัญหาผู้ขับขี่ต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนออกเดินทาง ผู้ขับขี่ต้องตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด ลดความเร็วในพื้นที่เสี่ยง และขณะขับรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัยหรือสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งไม่ว่าระยะทางจะใกล้หรือไกล พร้อมเว้นระยะห่างระหว่างรถให้เหมาะสมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการเบรกกะทันหัน
  2. 2. ผู้ขับขี่ต้องสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม โดย “ดื่มแล้วไม่ขับขี่” เท่านั้น
  3. 3. ภาครัฐควรกำหนดช่วงระยะเวลาคุมเข้ม จาก 7 วันอันตราย เป็น 10 วันอันตราย (ระหว่างวันที่ 11-20 เมษายน 2568) เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงวันหยุดยาว และให้คงจำนวนการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์และด่านกวดขันวินัยจราจร พร้อมทั้งเพิ่มการตั้งด่านในพื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยงช่วงเทศกาล เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและลดพฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
  4. 4. ภาครัฐต้องกำหนดมาตรการและดำเนินการอย่างจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งห้ามมิให้ร้านค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่บุคคลที่มีความเสี่ยงจะเกิดอันตราย เช่น เด็ก เยาวชน คนเมาสุรา เป็นต้น หากร้านค้าฝ่าฝืนต้องมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบ

กล่าวโดยสรุป อุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีและสร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การลดอุบัติเหตุจำเป็นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนัก การกระตุ้นเตือนถึงความปลอดภัยในการเดินทางแก่ประชาชน หากมีมาตรการที่เหมาะสมและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย คาดว่าจำนวนผู้บาดเจ็บและจำนวนผู้เสียชีวิตจะสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคนต่อไป