ปัจจุบันปริมาณการเดินทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคล ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหามลภาวะทางอากาศ และปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงควรจูงใจผู้ใช้บริการกลุ่มนี้มาสนใจใช้บริการขนส่งสาธารณะ โดยระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันมีผู้ให้บริการหลายราย แต่ละรายมีต้นทุนในการให้บริการในอัตราสูง ส่งผลต่อผู้ใช้บริการที่ต้องรับภาระจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างระบบตั้งแต่ 2 ระบบขึ้นไป ทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าของการเดินทางแต่ละเส้นทาง ทำให้อัตราค่าโดยสารขนส่งสาธารณะสูงตามไปด้วย
จากประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเมื่อมีการใช้บริการเชื่อมต่อหลายระบบ ภาครัฐจึงมีนโยบายให้จัดทำ “ระบบตั๋วร่วม” หรือ “ตั๋วใบเดียว” เพื่อรองรับการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ อีกทั้งยังสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเพียงใบเดียว ทั้งนี้ ระบบตั๋วร่วมไม่เพียงอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่ยังอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย ในต่างประเทศระบบตั๋วร่วมมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั้งยุโรปและเอเชีย เป็นระบบที่นานาประเทศใช้กันมานาน โดยสามารถใช้บัตรโดยสารเพียงหนึ่งใบ เพื่อเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุมทุกเส้นทางได้ทั้งรถไฟฟ้าทุกสาย รถโดยสารสาธารณะ ตลอดจนเรือโดยสารสาธารณะ โดยไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบบตั๋วร่วมประสบความสำเร็จ คือ ทำอย่างไรให้ผู้ใช้บริการเห็นว่าการใช้ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกและปลอดภัยกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว และอีกปัจจัย คือ ปัจจัยด้านราคา เพราะถ้าอัตราค่าใช้บริการราคาสูงหรือไม่ถูกพอ จะไม่มีผู้ใดใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้ทุกคน ระบบตั๋วร่วมจึงเป็นแนวนโยบายที่สนับสนุนการเข้าถึงขนส่งสาธารณะของประชาชนในเขตเมืองให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคลเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ อันจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งทำให้ลดภาวะโลกร้อนตามเป้าหมายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังเป็นการบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดและฝุ่น PM 2.5 ได้อีกทางหนึ่งด้วย
จากที่กล่าวมาคณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ซึ่งผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ถูกนำเสนอบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 12 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568 โดยในการประชุมดังกล่าวที่ประชุมมีมติให้นำร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันซึ่งยังมิได้บรรจุระเบียบวาระ คือ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... (นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คน กำหนดให้ระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน โดยให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สอง หลังจากนี้ จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่สองและสาม ก่อนที่จะส่งให้วุฒิสภาพิจารณา โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปี 2568
การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม จะดำเนินการโดยเงินทุนสนับสนุนที่มาจากแหล่งเงินทุนที่รัฐจัดสรรให้ผ่านกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายครบทุกสี ทุกสาย ทุกเส้นทาง โดยการส่งเสริมและอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบตั๋วร่วมให้สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีต้นทุนการเดินทางที่สมเหตุสมผล ทั้งนี้ ระบบตั๋วร่วมจะมีลักษณะที่เชื่อมโยงกัน ที่ประชาชนซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครสามารถใช้ตั๋วร่วมเดินทางระหว่างรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ และเชื่อมต่อการขนส่งรูปแบบอื่นอย่างครบวงจรในอนาคต รวมทั้งในอนาคตอาจจะพัฒนาให้บัตรดังกล่าวใช้กับระบบขนส่งในจังหวัดนำร่องอื่น ๆ ให้สามารถใช้เชื่อมโยงกันได้ทั้งประเทศ
ทั้งนี้ หากการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าตามที่ตั้งไว้จะเป็นเกณฑ์ความสำเร็จเพื่อสร้างขีดความสามารถแก่สังคมไทยให้เพิ่มผลผลิตประชาชาติหรือจีดีพีให้เศรษฐกิจดีขึ้นรวมทั้งเป็นการสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกด้วย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th