การอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส : หลักเกณฑ์ใหม่ในการตีความคู่สมรส

ผู้เรียบเรียง :
ปภัชญา อินสิงห์, วิทยากรปฏิบัติการ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-03
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การอยู่กินฉันสามีภริยาของชาย-หญิง โดยมิได้จดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป อาจไม่ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนสมรสหรือเหตุผลส่วนตัว ในบางคู่รักไม่เคยมีการจดทะเบียนสมรสกันมาก่อน ส่วนในบางคู่รักเคยจดทะเบียนสมรสและต่อมามีการจดทะเบียนหย่าแต่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ซึ่งความสัมพันธ์การอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสดังกล่าวนี้ จะไม่ได้รับการรับรองในทางกฎหมายว่าเป็นการสมรส และจะไม่ได้รับสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ตามกฎหมายในฐานะสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย อาทิ การเรียกร้องสิทธิในการเลี้ยงดู การรับมรดก นอกจากการอยู่กินฉันสามีภริยาระหว่างชาย-หญิงแล้ว ยังมีการอยู่กินกันฉันสามีภริยาของบุคคลเพศเดียวกันด้วย

ปัจจุบันมีการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาระหว่างบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีการอุปการะเลี้ยงดูกันและมีความสัมพันธ์ที่ไม่แตกต่างไปจากคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง ซึ่งสังคมไทยมีการเปิดกว้างยอมรับความเท่าเทียมและบุคคลหลากหลายทางเพศในบริบทดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียมขึ้น โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งสาระสำคัญหลักของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับรองเฉพาะการสมรสระหว่างบุคคลเพียงชาย-หญิงเท่านั้น แต่ยังรับรองให้ให้บุคคลทุกเพศสามารถสมรสกันได้และได้รับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีการเปลี่ยนคำว่า “สามี” และ “ภริยา” เป็น “คู่สมรส” และแก้ไขอายุขั้นต่ำสำหรับการหมั้นและการสมรส จากอายุขั้นต่ำ 17 ปี บริบูรณ์ เป็น 18 ปีบริบูรณ์

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเข้มงวด และได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

  1. 1) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมืองอื่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  2. 2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
  3. 3) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
  4. 4) ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
  5. 5) ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) โดยคู่สมรสให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาด้วย

ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้คู่สมรสหมายความถึงเฉพาะกรณีชายและหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสเท่านั้น จึงไม่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมปัจจุบัน

ดังนั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงได้มีการออกประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดให้การอยู่กินกันฉันสามีภริยากับเจ้าพนักงานของรัฐที่จะถือว่าเป็นคู่สมรส จะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด คือ

  1. 1) ได้ทำพิธีมงคลสมรสหรือพิธีอื่นใดในทำนองเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลภายนอกรับทราบว่าเป็นการอยู่กินเป็นคู่สมสกันตามประเพณี
  2. 2) เจ้าพนักงานของรัฐแสดงให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นคู่สมรสกัน หรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นคู่สมรส

นอกจากนี้ ยังรวมถึงบุคคลที่จดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐและต่อมาได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันตามกฎหมาย แต่ยังคงมีพฤติการณ์ซึ่งสังคมรับรู้ว่ามีสถานะเป็นคู่สมรสกันอีกด้วย

หลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรสของเจ้าพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ถึงแม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทางกฎหมายในการหลีกเลี่ยงการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทำให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพมากขึ้น