กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร

ผู้เรียบเรียง :
วิจิตรา ประยูรวงษ์, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-11
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2517 ในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวใน พ.ศ. 2554 เป็นพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 และได้มีการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรในสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่าย ช่วยเหลือ หรือส่งเสริมเกษตรกรในกิจการตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 ได้แก่

  1. 1) การส่งเสริมการผลิต ผลิตผลการเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร
  2. 2) การส่งเสริมการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานคุณภาพของผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร
  3. 3) การรักษาเสถียรภาพของราคาและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร
  4. 4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกัน และขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร
  5. 5) การศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาการผลิต การแปรรูป หรือการตลาดซึ่งผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร โดยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการดำเนินการ และ
  6. 6) การติดตามผลการดำเนินการตามโครงการที่ได้รับการช่วยเหลือหรือส่งเสริมจากกองทุน

โดยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรมีการบริหารงานในรูปของคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งมีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาเงินและการเบิกจ่ายเงิน และทำหน้าที่ในการอำนวยการจัดการบริหารงานกองทุนตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554

การดำเนินงานของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรจากรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 พบว่ามีเงินสดประมาณ 3,162 ล้านบาท โดยมีลูกหนี้เงินกองทุนประมาณ 3,314 ล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะสั้นประมาณ 1,770 ล้านบาท เป็นเงินกู้ระยะยาวประมาณ 1,544 ล้านบาท มีรายได้ประมาณ 42 ล้านบาท มีรายจ่ายประมาณ 14 ล้านบาท โดยมีรายได้มากกว่ารายจ่ายประมาณ 28 ล้านบาท การจัดสรรเงินกู้ของกองทุนจะอยู่ในรูปแบบของโครงการ ประกอบด้วย เงินจ่ายขาดให้โครงการของหน่วยงานของรัฐ จำนวน 2 โครงการ และเงินจัดสรร จำนวน 14 โครงการ แบ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ 1 โครงการ และองค์กรเกษตรกร 13 โครงการ รวมเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,499 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่สำคัญคือ ปัญหาหนี้ค้างชำระของลูกหนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้กองทุนไม่สามารถหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องมีการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาเกี่ยวกับการเข้าถึงกองทุนของเกษตรกร โดยนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ได้มีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ถึงปัญหาและข้อร้องเรียนของเกษตรกรว่า หลักเกณฑ์การเข้าถึงกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรที่กำหนดให้องค์กรเกษตรกรต้องจัดตั้งไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสหกรณ์ 5 ข้อ เป็นหลักเกณฑ์ที่ค่อนข้างเคร่งครัดและกำหนดเวลาการจัดตั้งนานเกินไป รวมถึงระยะเวลาการปล่อยกู้ให้เกษตรกรปีต่อปีซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปไม่เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกร และปัญหาเรื่องการค้ำประกันเงินกู้ที่สร้างภาระให้กับกรรมการสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และนายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยสร้างไทยได้มีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ว่าปัญหาของเกษตรกร คือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เนื่องจากมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเข้าถึงหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการเกษตรของไทย ดังนั้น จึงควรมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผ่อนคลายหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเข้าถึงเงินทุนสำหรับองค์กรเกษตรกรที่จัดตั้งใหม่หรือขนาดเล็ก และการปรับปรุงระยะเวลาการกู้ยืมให้สอดคล้องกับรอบการผลิต โดยพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่           

ปัญหาข้างต้นนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย โดยนายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 โดยมีสาระสำคัญคือ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 21 เพื่อเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งให้มีอำนาจในการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการในการพิจารณาอนุมัติหรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการอนุมัติจัดสรรเงินกองทุนตามโครงการที่หน่วยงานหรือองค์กรเกษตรนำเสนอ เนื่องจากการพิจารณาอนุมัติหรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการอนุมัติจัดสรรเงินดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นหน่วยงานกลาง ไม่ใช่บุคคลที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผลทำให้อาจไม่เข้าใจสภาพปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ การเพิ่มอำนาจให้คณะอนุกรรมการจะทำให้การพิจารณาอนุมัติโครงการมีความสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร โดยได้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในวาระต่าง ๆ ต่อไป