อาชญากรรมทางเทคโนโลยีครอบคลุมการกระทำผิดที่ใช้คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบอินเทอร์เน็ตที่ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมข้อมูล การฉ้อโกงการบิดเบือนข้อมูล การเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย หรือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความเสียหายแก่บุคคล องค์กร หรือชุมชนดิจิทัลโดยรวม ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ การลักทรัพย์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การขโมยข้อมูลเชิงธุรกิจ การฟอกเงินผ่านช่องทางออนไลน์ไปจนถึงการเผยแพร่โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม จากการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ทำให้ “สแกม” (Scam) ได้กลายเป็นภัยคุกคามหลัก กล่าวคือ เป็นการหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ตในหลากหลายรูปแบบโดยมีเป้าหมายให้เหยื่อโอนเงินหรือทรัพย์สิน ซึ่งมิจฉาชีพมักใช้ “ความรัก ความโลภ และความกลัว” เป็นตัวกระตุ้นและขับเคลื่อนให้เหยื่อหลงเชื่อและตัดสินใจผิดพลาดจนนำไปสู่การสูญเสียทางการเงินและข้อมูลส่วนตัว ดังนั้น การทำความเข้าใจโครงสร้างของสแกมแต่ละประเภทจึงเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากรูปแบบการหลอกลวงในปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างซับซ้อนและแนบเนียนยิ่งขึ้น
ประเภทของสแกมที่พบบ่อยสามารถจำแนกตามกลวิธีที่ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ประการแรก คือ การโจมตีจากช่องโหว่ความไว้ใจผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น Email Scam ที่หลอกล่อด้วยข้อความรางวัลหรือเงินจำนวนมาก พร้อมแนบลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือในทางกลับกัน Sales Scam ที่อาศัยการขายสินค้าผ่านโซเชียลแต่สินค้ามีจริงเฉพาะในภาพเมื่อชำระเงินแล้วผู้ขายก็หายตัวไป ประการที่สองคือ สแกมที่มุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์และโอกาสในการลงทุน ซึ่งมักใช้การสร้างอัตลักษณ์ปลอมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น เรียกว่า Romance Scam โดยคนร้ายสร้างโปรไฟล์ดีเพื่อตีสนิทและใช้ความผูกพันทางอารมณ์เป็นอาวุธในการหลอกให้โอนเงินหรือทรัพย์สินจากช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมี Hybrid/Investment Scam ที่คนร้ายสวมบทนักธุรกิจแสดงหลักฐานรายได้ปลอมเพื่อเชิญชวนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติในเวลาสั้น ประการสุดท้ายคือ สแกมที่ใช้แรงกดดันและความกลัวเป็นเครื่องมือ อันได้แก่ Vishing/Call Center Scam ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งข้อกล่าวหาหนักเพื่อกดดันให้เหยื่อตกใจและโอนเงินเพื่อตรวจสอบว่าเหยื่อมีชื่ออยู่ในบัญชีของผู้กระทำผิด และ Ponzi Scheme หรือแชร์ลูกโซ่ยุคดิจิทัลผ่านแอปหรือเว็บไซต์ที่อ้างผลกำไรสูงเกินจริงจากการลงทุนในสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แต่แท้จริงแล้ว คือ การหมุนเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายให้รายเก่า ซึ่งการรับรู้กลวิธีเหล่านี้อย่างชัดเจนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจะมีขอบเขตกว้างขวางตั้งแต่วิธีการโจมตีข้อมูลระดับองค์กรไปจนถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ภัยคุกคามที่มาพร้อมกับการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วคือ “สแกม” ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกทางอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ทั้งความรัก ความโลภ และความกลัว การที่มิจฉาชีพได้พัฒนากลวิธีที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ช่องโหว่ความไว้ใจผ่าน Email Scam และ Sales Scam การใช้ความสัมพันธ์เป็นอาวุธใน Romance Scam การหลอกล่อด้วยผลตอบแทนเกินจริงใน Hybrid/Investment Scam และ Ponzi Scheme ไปจนถึงการใช้ความกลัวกดดันเหยื่อผ่าน Vishing/Call Center Scam ทำให้การรับรู้และทำความเข้าใจโครงสร้างของสแกมแต่ละประเภทจึงเป็นเสมือนแนวป้องกันที่สำคัญที่สุด ในการที่จะมิให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม
ดังนั้น ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การป้องกันตัวจากอาชญากรรมเหล่านี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือรักษาความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการมีสติ การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของทุกข้อความและแหล่งที่มาอย่างรอบคอบและการระมัดระวังเป็นพิเศษต่อข้อเสนอที่เกินจริงหรือไม่มีความเสี่ยง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่และมีความปลอดภัย
ปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อปิดช่องโหว่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีประเด็นสำคัญ คือ เพิ่มความรับผิดชอบให้ผู้ให้บริการมือถือ เครือข่ายโทรคมนาคม ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และสถาบันการเงิน ต้องร่วมชดเชยความเสียหายแก่ผู้เสียหาย หากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายฟอกเงิน “คืนเงินผู้เสียหายได้ทันที” โดยไม่ต้องรอผลคดีถึงที่สุด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 ทั้งนี้ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th