การศึกษาระดับปฐมวัยเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว เนื่องจากเด็กช่วงอายุ 0–6 ปีเป็นช่วงที่สมองและพัฒนาการทุกด้านเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุด การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับช่วงวัยนี้จึงมีความสำคัญในการวางรากฐานทักษะชีวิต ความสามารถทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม และคุณธรรมจริยธรรม เพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพและมีคุณภาพในสังคม การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ดีต้องประกอบด้วยหลักสูตรที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และครูผู้สอนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กอย่างลึกซึ้ง การพัฒนาและส่งเสริมสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
จากข้อมูลสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พ.ศ. 2567 ระบุว่าประเทศไทยมีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอยู่ภายใต้การกำกับของหลายหน่วยงาน และสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
จากจำนวนทั้งหมดพบว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหน่วยงานที่มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยมากที่สุด 34,157 แห่ง โดยในจำนวนนี้เป็นโรงเรียนอนุบาลมากถึง 28,857 แห่ง สำหรับหน่วยงานอื่น ๆ มีจำนวนสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่
นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลที่จัดตั้งขึ้นเป็นสวัสดิการของหน่วยงานต่าง ๆ อีก
สิ่งนี้สะท้อนถึงความหลากหลายของรูปแบบและคุณภาพการจัดการศึกษาปฐมวัยทั่วประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจะได้กำหนดให้ใช้มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติเป็นมาตรฐานกลางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 และมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องแต่ในทางปฏิบัติยังพบว่า มาตรฐานของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแต่ละแห่งยังมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนา ยกระดับ และสร้างความสอดคล้องของระบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไป กระทู้ถามที่ 485/ร. เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ปัญหาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยมีไม่เพียงพอและขาดคุณภาพ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในขณะนั้น ได้ตอบกระทู้ถามในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 240 ง ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพเด็กและเยาวชนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นไปตาม “มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ” ซึ่งถือเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการและประเมินผล เพื่อให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีทิศทางการพัฒนาไปในทางเดียวกัน และส่งผลให้เด็กปฐมวัยได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติดังกล่าวประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้ขับเคลื่อนการยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามมาตรฐานชาติ จำนวน 26 แห่ง โดยกำหนดพื้นที่นำร่อง 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย นครปฐม ปัตตานี พะเยา เพชรบุรี ร้อยเอ็ด สงขลา และอุบลราชธานี รวมถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในจังหวัดสุพรรณบุรี 13 แห่ง และในนิคมสร้างตนเองอีก 5 แห่ง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก สุพรรณบุรี ปัตตานี สกลนคร และลพบุรี นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านเด็กปฐมวัยทั้งในสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยการอบรมให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ดำเนินกิจการ และผู้เลี้ยงเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน จำนวน 2,337 คน พร้อมทั้งจัดอบรมออนไลน์เกี่ยวกับมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จำนวน 90,000 คน รวมทั้งสิ้น 92,337 คน สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กระทรวงฯ ยังคงดำเนินการยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง โดยนำแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบไฮสโคป (High Scope) ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำมาใช้ ควบคู่กับการอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการดูแลเด็กอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ จำนวน 462 แห่ง
ทั้งนี้ การดำเนินงานทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน คือ เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ เติบโตอย่างรอบด้าน และพร้อมเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th