“ลำไย” หนึ่งในผลไม้ซึ่งเป็นพืชศักยภาพส่งออกของไทย นิยมปลูกทางภาคเหนือ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม แต่ปัจจุบันเกษตรกรมีการนำสารโพแทสเซียมคลอเรตเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ต้นลำไยออกดอกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศที่หนาวเย็น จึงทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกลำไยได้เกือบทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่จังหวัดจันทบุรี อีกทั้งลำไยเป็นผลไม้ที่มีปริมาณและมูลค่าการส่งออกสูงในลักษณะผลสด จึงได้มีกระบวนการรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อฟอกสีผิวทำให้เปลือกของผลลำไยมีสีเหลืองสวยงามและสามารถยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวได้ 4-6 สัปดาห์ ที่อุณหภูมิ 0-2 องศาเซลเซียส ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้กำหนดให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในเนื้อลำไยได้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (mg/kg)
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรไปนอกราชอาณาจักรโดยเฉพาะผักและผลไม้สด ปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าได้ตระหนักถึงความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะต้องเป็นสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีการกำหนดกฎระเบียบหรือเงื่อนไขการนำเข้า โดยเฉพาะการนำลำไยเข้าไปจีน จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากไทยไปจีนที่ได้ลงนามเมื่อปี 2547 ซึ่งพิธีสารฉบับนี้ครอบคลุมการส่งออกผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด โดยผลไม้ที่จะส่งออกต้องมาจากสวนและโรงคัดบรรจุที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ต้องปลอดจากศัตรูพืชควบคุม ไม่มียาฆ่าแมลง และสารตกค้างต้องไม่เกินค่ามาตรฐานตามกฎหมายและกฎระเบียบของจีน ระบบควบคุมการส่งออกลำไยสดไปจีนจึงเป็นระบบควบคุมที่ครอบคลุมตั้งแต่การจดทะเบียนผู้ส่งออก การตรวจสอบรับรองแหล่งผลิตลำไย การรับรองโรงคัดบรรจุและโรงรมลำไยสดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืช การตรวจสอบและออกใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) และสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) เพื่อรับรองสินค้าลำไยก่อนการส่งออก กล่องบรรจุภัณฑ์ต้องระบุหมายเลขสวน หมายเลขสถานที่บรรจุหีบห่อ และหมายเลขผู้ส่งออก เพื่อเป็นข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร มีการตรวจติดตามระบบควบคุมการส่งออกลำไยสด และการตรวจติดตามกรณีมีการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยอาหารจากประเทศคู่ค้า โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507
ทั้งนี้ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2568 ได้มีกรณีจีนส่งกลับลำไยของไทยจำนวนหนึ่งเนื่องจากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือกำมะถันเกินค่ามาตรฐาน 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งจากข่าวของสื่อมวลชนได้นำเสนอว่าหลังจากจีนปรับเปลี่ยนวิธีตรวจหาสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ตกค้างในลำไย จากเดิมตรวจเฉพาะเนื้อมาเป็นการตรวจทั้งผลรวมเปลือกและเนื้อลำไย ซึ่งวิธีการตรวจแบบใหม่นี้สร้างความเสี่ยงสูง เพราะสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ส่วนใหญ่ตกค้างอยู่ที่เปลือก ทำให้ผลการตรวจมีโอกาสเกินค่ามาตรฐาน อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นกะทันหัน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคตะวันออก ล้งรับซื้อ และผู้ประกอบการส่งออกลำไยมีความกังวลว่าอาจสร้างความเสียหายหากไม่สามารถส่งออกได้ ต่อประเด็นปัญหานี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาว่า ปัญหานี้น่ากังวล โดยเฉพาะลำไยจากจันทบุรีซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ แม้ลำไยภาคตะวันออกจะมีคุณภาพดี แต่หากทางการจีนตรวจทั้งผลย่อมมีโอกาสที่ค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเกินค่ามาตรฐาน ทั้งนี้ ยังไม่มีหนังสือราชการยืนยันการเปลี่ยนแปลงวิธีตรวจ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบหากมีมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดจะต้องมีการเจรจาระหว่างสองประเทศเพื่อหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย โดยรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่เพื่อให้ผลผลิตลำไยไทยสามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งประสานงานเพื่อขอผ่อนผันมาตรการใหม่ในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนลำไย ผู้ประกอบการผลิต ตลอดจนผู้ส่งออกต้องมีการรักษาผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎระเบียบการควบคุมการใช้สารเคมีในลำไยอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดและรักษาความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคต่อไป
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th