เกษตรมูลค่าสูงโอกาสของเกษตรกรไทย

ผู้เรียบเรียง :
พรรณทิภา นิลโสภณ, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-09
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model ได้กำหนดให้มีการปฏิรูปที่มีเป้าหมายยกระดับรายได้ภาคการเกษตร อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชีวภาพด้วยการสร้างเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งเป็นแนวทางการผลิตทางการเกษตรที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีการจัดทำโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” เป็นการให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้ของกลุ่มเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาในระดับชุมชนและท้องถิ่นเพื่อเป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่า ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2570 ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เริ่มแรกมีการกำหนดพื้นที่และสินค้าเกษตรมูลค่าสูงนำร่อง จำนวน 144 แปลง แบ่งเป็น ด้านพืช แมลงเศรษฐกิจ และบริการเชิงสร้างสรรค์ จำนวน 84 แปลง ด้านปศุสัตว์ จำนวน 37 แปลง ด้านประมง จำนวน 23 แปลง โดยโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายระดับพื้นที่ จำนวน 500 ตำบล เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปี 2570 โดยสามารถลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดได้ในระยะยาว กลุ่มเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และขยายผลสู่เกษตรกรกลุ่มอื่นได

ภายใต้โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” นั้น ได้มีการจำแนกประเภทกลุ่มสินค้าและบริการเพื่อพัฒนายกระดับสินค้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเพื่อส่งออก เป็นสินค้าที่มีการรวมกลุ่มกันผลิตและจำหน่าย โดยผลผลิตออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 กลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ที่มีการแปรรูปเป็นสินค้า มีตลาดภายในประเทศ และมีการจำหน่ายเป็นผลผลิตโดยตรงหรือแปรรูป กลุ่มที่ 3 กลุ่มสินค้าเกษตรและบริการเชิงสร้างสรรค์ เป็นสินค้าที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์และเสน่ห์ชุมชนซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถยกระดับการพัฒนาอาชีพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ตัวอย่างการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในท้องถิ่น เช่น จังหวัดสมุทรสาคร ในอำเภอกระทุ่มแบนตำบลหนองนกไข่ มีพวงมาลัยกล้วยไม้จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันของร้านสะดวกซื้อ (เซเว่น-อีเลฟเว่น) สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีพวงมาลัยกล้วยไม้ให้เลือก 3 รูปแบบ คือ พวงมาลัยดรีมผกา พวงมาลัยศรีอุษาและพวงมาลัยร้อยสลักรัก เมื่อเลือกแล้วให้กรอกข้อมูลที่อยู่สำหรับจัดส่ง เลือกวิธีการรับสินค้า กดสั่งซื้อและเลือกวิธีชำระเงินได้ตามความต้องการและรอรับสินค้าได้ตามขั้นตอนการรับสินค้าที่เลือกไว

ส่วนแนวทางในการเพิ่มทักษะสำคัญที่จะนำไปสู่ผู้ผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูงมี 4 ทักษะ ดังนี้

  1. 1. การสร้างองค์ความรู้ สร้างทักษะเชิงบวก หรือกรอบความคิดแบบพัฒนาได้ (Growth Mindset) ให้กับเกษตรกร เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยทางธรรมชาติอยู่เสมอเกษตรกรจำเป็นต้องมีกรอบความคิดเชิงบวกในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญต่อทุกภาคธุรกิจ
  2. 2. การสร้างทักษะความเข้าใจด้านการเงิน โดยเกษตรกรต้องมีความเข้าใจด้านการบริหารจัดการการเงินอย่างเหมาะสม เพราะถ้าทำเกษตรเชิงเดี่ยวเกษตรกรจะได้รับเงิน 2 ครั้งต่อปี หากเกษตรกรขาดทักษะการบริหารจัดการเงิน จะทำให้ไม่มีเงินเหลือเพียงพอสำหรับใช้จ่ายทั้งปี อาจนำไปสู่วงจรการเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้น 
  3. 3. การสร้างทักษะด้านดิจิทัล โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเข้าสู่ตลาด E-Commerce การส่งสินค้าเกษตรเข้าไปขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ รวมถึงการสร้างทักษะเฉพาะด้านทางภาคการเกษตร เช่น สวนผลไม้จะต้องมีการอ่านค่าความสมดุลระหว่างอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่อยู่ในแปลง หากมีอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการให้น้ำหรือให้ปุ๋ย จะช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการเกี่ยวกับการเกษตรที่ดีขึ้นได้
  4. 4. การสร้างความรู้และความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการใช้ความรู้เรื่องเกษตรแม่นยำ เช่น โรงเรือนอัจฉริยะที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ แสงแดด ดิน น้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือกระบวนการปลูกพืชที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าปกติและสามารถนำมาจำหน่ายเป็นคาร์บอนเครดิตได้เป็นต้น

สรุปว่า เกษตรมูลค่าสูงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำและสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรมากยิ่งขึ้น โดยเกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวโดยใช้เทคโนโลยี เน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการแปรรูปและการตลาดเพื่อปรับเปลี่ยนเป็นการเกษตรสมัยใหม่ที่มีศักยภาพสร้างโอกาสเข้าสู่การแข่งขันในต่างประเทศ นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป