จากสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้แนวคิดเรื่อง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” (Right to Healthy Environment) และ “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” (Right to Breathe Clean Air) ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย แนวคิดดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นประเด็นด้าน “สิทธิมนุษยชน” โดยตรง เนื่องจากอากาศที่ไม่สะอาดและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งสิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ
ด้วยเหตุนี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) ได้รับรองมติ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนสากล และที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ประกาศรับรองให้การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนเป็นสิทธิมนุษยชนสากล อันเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการยกระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
สิทธิมนุษยชนและสิทธิในสิ่งแวดล้อม จึงมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและมักถูกเรียกรวมกันเป็นสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Human Rights) โดยสามารถแบ่งสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม เป็น 2 ประเภท ดังนี้
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในเชิงกระบวนการไว้หลายมาตรา เช่น มาตรา 43 กำหนดสิทธิของบุคคลและชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมาตรา 57 กำหนดหน้าที่ของรัฐในการอนุรักษ์และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีกรณีตัวอย่างตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญในคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่าการประกอบกิจการที่ก่อมลพิษถือเป็นการกระทบสิทธิในการที่จะดำรงชีพอย่างปกติสุขในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองไว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในชีวิตและร่างกาย คำพิพากษานี้เป็นการตีความขยายสิทธิในชีวิตและร่างกายให้ครอบคลุมถึงการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและเป็นแนวบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองประชาชน
ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” และ “สิทธิในอากาศสะอาด” ไว้อย่างชัดเจนในฐานะสิทธิเชิงเนื้อหาโดยตรง ทำให้การรับรองสิทธิดังกล่าวไม่เป็นรูปธรรม จึงมีความพยายามผลักดันให้เกิดการรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” และ “สิทธิในอากาศสะอาด” โดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด รวมจำนวน 7 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 รับหลักการ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ปัจจุบัน ณ สิงหาคม 2568 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ซึ่งร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีเป้าหมายเพื่อกำหนด “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้ชัดเจน พร้อมทั้งวางกลไกและหน้าที่ของรัฐในการประกันสิทธิดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการบัญญัติรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” และ “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจนในกฎหมายไทย โดยการตรากฎหมายเฉพาะหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นหลักประกันที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชน
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th