“ภาพยนตร์” หรือที่มักเรียกกันโดยทั่วไปว่า “หนัง” หมายถึง “วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนํามาฉายให้เห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รวมถึงวีดิทัศน์” โดยภาพยนตร์นั้นสามารถสร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การแสดงที่เสมือนจริง หรือแม้กระทั่งการสร้างสรรค์จากจินตนาการของผู้สร้างภาพยนตร์
ความนิยมของภาพยนตร์ที่แพร่หลายไปทั่วโลกส่งอิทธิพลมายังประเทศไทยครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2440 ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า “หนังฝรั่ง” เป็นมหรสพฉายแสงเล่นเงาบนจอผ้าขาวเหมือนกับหนังใหญ่และหนังตะลุง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงสนับสนุนกิจการภาพยนตร์ของประเทศไทยในหลายด้าน ที่สำคัญคือ ทรงตราพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช 2473 เพื่อควบคุมการสร้างและการจัดฉายภาพยนตร์โดยภาพยนตร์ทุกเรื่องต้องได้รับการตรวจพิจารณาและอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนให้นําออกฉาย นับเป็นกฎหมายเกี่ยวกับภาพยนตร์ฉบับแรกของประเทศไทย
จากนั้นกฎหมายเกี่ยวกับภาพยนตร์ได้วิวัฒนาการมาโดยลำดับ ฉบับที่ใช้บังคับปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 นับถึงปัจจุบันถือว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ใช้บังคับเป็นเวลานานมีข้อจำกัดในการสร้างภาพยนตร์ไทย ทำให้การประกอบธุรกิจการสร้างภาพยนตร์ไม่พัฒนาให้มีความน่าสนใจและไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้จึงควรมีการผ่อนคลายมาตรการหรือข้อจำกัดดังกล่าว
ดังนั้น นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อสภาผู้แทนราษฎร และร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดในการสร้างภาพยนตร์ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จากเดิมที่กำหนดลักษณะของการสร้างภาพยนตร์ไว้ว่า ต้องไม่มีลักษณะเป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและเกียรติภูมิของประเทศไทย โดยเสนอให้เพิ่มข้อกําหนดในการสร้างภาพยนตร์ว่า ต้องไม่มีลักษณะที่เป็นการบ่อนทำลายศาสนา และบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งจากรายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีความเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและพัฒนาธุรกิจการสร้างภาพยนตร์ไทย และรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย ในขณะเดียวกันอีกส่วนหนึ่งเห็นว่าอาจเป็นการขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพราะเป็นการจํากัดกรอบความคิดและเสรีภาพในการแสดงออกของผู้สร้างภาพยนตร์ และอาจส่งผลกระทบต่อมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยด้วย ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ต่อมาคณะรัฐมนตรีในสมัยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีเห็นว่าพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับรัฐมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศที่สามารถเติบโตและแข่งขันกับนานาประเทศได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 เพื่อจะนำมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
อุตสาหกรรมภาพยนตร์นับเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสามารถพัฒนาและขยายไปสู่ภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้หลากหลาย ทั้งธุรกิจดนตรี ธุรกิจแฟชั่น ธุรกิจการท่องเที่ยว และแม้แต่ธุรกิจอาหาร ซึ่งแฝงตัวในรูปของโฆษณาในภาพยนตร์ การเชื่อมโยงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่เพียงแต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในตัวเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการผลิตและบริการอื่น ๆ ของประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต้องดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและหลักการที่เหมาะสม นําผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบต่อประชาชนมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบคอบ ควรคำนึงถึงการอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเป็นสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสมดุลกันระหว่างการรับแนวคิดใหม่ ๆ จากต่างประเทศกับการอนุรักษ์เอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นในเวทีโลกต่อไป
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th