Fin Hub ศูนย์กลางทางการเงินของไทย ประตูบานใหม่สู่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ผู้เรียบเรียง :
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-02
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ในบริบทของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่เชื่อมโยงอย่างไร้พรมแดนและมีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น “ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน” หรือ “Financial Hub” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่ในการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างประเทศ และเป็นแหล่งรวมการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางการเงิน จากความสำคัญดังกล่าวจึงเกิดการผลักดันให้ประเทศไทยมุ่งพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน โดยอาศัยศักยภาพทางด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีวัฒนธรรมที่หลากหลายและเปิดกว้าง ประกอบกับการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและโลจิสติกส์ที่ทันสมัย
ระบบตลาดการเงินภายในประเทศมีความเป็นสากล การมีต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายของอสังหาริมทรัพย์ ค่าครองชีพ ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน รวมทั้งทักษะของแรงงานที่มีคุณภาพ เมื่อเทียบกับศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินในต่างประเทศ เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน ลอสแอนเจลิส โตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ ดูไบ เป็นต้น ซึ่งจากรายงานดัชนีศูนย์กลางทางการเงินโลก ฉบับที่ 37 (The Global Financial Centres Index 37) เดือนมีนาคม 2568 พบว่า กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดเป็นศูนย์กลางการเงินระดับสากล (International) ที่มีความหลากหลายในระดับนานาประเทศ (International Diversified)

การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินของโลกจึงไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีโลกเท่านั้น แต่ยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจ สถาบันการเงิน บริษัทด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ตลอดจนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาประกอบธุรกิจหรือขยายการลงทุน ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสการจ้างงานในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการจ้างงานที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎหมาย อีกทั้งการเข้ามาของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศยังช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีทางการเงินใหม่ ๆ และมาตรฐานวิชาชีพให้แก่บุคลากรไทย ส่งผลให้เกิดการสร้างงานที่มีคุณภาพ และมีค่าตอบแทนสูง

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสังเกตในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องคำนึงในการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ในประเทศไทย คือ การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของการประกอบธุรกิจในศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบการเงินหลักของประเทศและสอดคล้องมาตรฐานสากล เนื่องจากการผ่อนปรนกฎเกณฑ์บางประการ อาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ในการเป็นแหล่งสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบการเงินหลักและสร้างความเสียหายต่อประเทศในระยะยาวได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักการและแนวทางบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ ด้วยการจำกัดการให้บริการเฉพาะคนต่างชาติเท่านั้น การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจในศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินแยกนิติบุคคลและพื้นที่ออกจากระบบการเงินหลักอย่างชัดเจน เพื่อจำกัดความเสียหายและลดความสับสนให้กับผู้ใช้บริการ รวมถึงการมีกลไกควบคุมในภาวะวิกฤตที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินหรือเศรษฐกิจ หน่วยงานกำกับดูแลในระบบการเงินหลักต้องสามารถออกกฎเกณฑ์หรือคำสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจในศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินแบบองค์รวม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ....  โดยคณะรัฐมนตรี และนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ ซึ่งได้รับการบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรากฎหมายตามขั้นตอนของรัฐสภา โดยร่างพระราชบัญญัติสองฉบับนี้ มีสาระสำคัญที่สอดคล้องกันคือ การมีเป้าหมายในการส่งเสริม   และพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเงินของโลก ด้วยการดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินชั้นนำจากต่างประเทศให้เข้ามาประกอบธุรกิจและขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการเงินของประเทศ ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการจ้างงานในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการจ้างงานบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางด้านต่าง ๆ นําไปสู่การสร้างงานที่มีคุณภาพ และมีค่าตอบแทนสูง อีกทั้งการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินของไทยยังจะช่วยยกระดับชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม