กลุ่มชาติพันธุ์ “มละบริ” กับการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

ผู้เรียบเรียง :
นันทิยา ชายเกตุ, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-01
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ (ethnic group) ไม่ต่ำกว่า 60 กลุ่ม จำแนกตามการตั้งถิ่นฐานเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 

  • (1) กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในผืนป่า 
  • (2) กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอบู่บนพื้นที่สูง
  • (3) กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบ
  • (4) กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกาะแก่งและชายฝั่ง 

จำแนกตามตระกูลภาษามี 5 กลุ่ม ได้แก่

  • (1) กลุ่มภาษาไท-กะได
  • (2) กลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติก
  • (3) กลุ่มภาษาจีน-ทิเบต
  • (4) กลุ่มภาษาออสโตรเนเชี่ยน และ
  • (5) กลุ่มภาษาม้ง-เมี่ยน

กลุ่มชาติพันธุ์ “มละบริ” (Mlabri) จัดอยู่ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ในผืนป่า แต่เดิมก่อนการแบ่งเส้นพรมแดนรัฐชาติ เป็นกลุ่มคนที่อพยพไปมาระหว่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศไทย ดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์ มีภาษาพูดเป็นของตนเองโดยจัดอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขาย่อยมอญ-เขมร แต่ไม่มีภาษาเขียน เป็นกลุ่มคนที่มีภูมิปัญญาในการใช้พืชเป็นอาหารและสมุนไพร มีความสามารถในการจักสาน รักอิสระ ไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ มีการแบ่งปันทรัพยากรภายในกลุ่มอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มักมีการย้ายที่อยู่เมื่อใบตองที่นำมาใช้ทำเป็นที่พักเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ประกอบกับความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจคนภายนอก จึงรีบหลบซ่อนตัวก่อนจะถูกพบเห็น ในอดีตสังคมภายนอกจึงเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่า “ผีตองเหลือง ข่าตองเหลือง หรือตองเหลือง” แต่ชาวมละบริเองมีความเห็นว่า ชื่อเรียกดังกล่าวสะท้อนอคติทางวัฒนธรรมและเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ เนื่องจาก คำว่า “ผี” หมายถึง ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว คำว่า “ข่า” หมายถึง ทาส ทั้งนี้ ชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเองมีหลายชื่อ ได้แก่ มละบริ มลาบรี มละ หรือ มลา ซึ่งคำว่า “มละ” หรือ “มลา” หมายถึง คน และคำว่า “บริ” หรือ “บรี” หมายถึง ป่า รวมความหมายว่า "คนแห่งผืนป่า"

ข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา ได้มีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่สังคมภายนอกเรียก มักมีความหมายในเชิงลดทอนความเป็นมนุษย์และแฝงอคติทางชาติพันธุ์ ทำให้กลุ่มที่ถูกเรียกเกิดความไม่พอใจ จึงพัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยตามชื่อที่แต่ละกลุ่มเรียกตนเองหรือต้องการให้สังคมเรียก ประกอบกับจากการศึกษาเอกสารหลักฐาน คำบอกเล่าของผู้อาวุโส และความเห็นร่วมกันของที่ประชุมของ “เครือข่ายพี่น้องมละบริ” ได้ข้อสรุปให้ใช้คำว่า “มละบริ” เป็นชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนอย่างเป็นทางการ ซึ่งสอดคล้องกับชื่อเรียกในรายงานทางวิชาการเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว

ปัจจุบันชาวมละบริเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย มีประชากรประมาณ 500 คน กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ มีการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตเป็นการตั้งถิ่นฐานแบบถาวร ดำรงชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การท่องเที่ยว และแรงงานรับจ้าง ส่วนใหญ่ได้รับสัญชาติไทยและมีบัตรประชาชนแล้ว อย่างไรก็ดี ชาวมละบริยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านแรงงานที่มักจะได้รับค่าจ้างเพียงครึ่งหนึ่งของอัตราที่คนไทยทั่วไปได้รับ รวมทั้งการเลือกปฏิบัติในลักษณะอื่น ๆ ที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 70 ซึ่งภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลานานกว่า 8 ปี สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 จึงสามารถผลักดันให้มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ชาวมละบริและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยได้รับโอกาสในการดำรงวิถีชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างมีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวคือ

  1. (1) การคุ้มครองทางกฎหมายจากการเลือกปฏิบัติ การใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  2. (2) การสนับสนุนการฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยเฉพาะภาษามละบริซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญหาย รวมถึงการบันทึกและถ่ายทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้
  3. (3) เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์ส่งตัวแทนเข้าร่วมในสภากลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และ
  4. (4) การจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เป็นการบันทึก ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชาวมละบริและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ

ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม มีศักดิ์ศรี และมีความเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง