บทบาทรัฐสภาในการกำหนดมาตรฐานกฎหมายต่อต้านการทุจริตตามแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ผู้เรียบเรียง :
ยุทธพงศ์ ปิ่นอนงค์, นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-06
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าเสรี กฎหมาย และความโปร่งใสในการขอใบอนุญาต และให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาระดับสูง (Advanced Developing Countries) เช่น แอฟริกา อียิปต์ โมร็อกโก อาร์เจนตินา ชิลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย

ปัญหาการทุจริตเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) ขึ้น เพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านความโปร่งใสและการต่อต้านการทุจริตขึ้น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมาตรฐานสากลด้านการต่อต้านการทุจริต และเป็นแนวทางให้ประเทศต่าง ๆ พัฒนากฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลเพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ปัญหาการทุจริตเป็นปัญหาสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งจากดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงมีคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง และมีอันดับที่ยังไม่สะท้อนถึงการมีธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคและประเทศพัฒนาแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐสภาในฐานะองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยได้นำแนวทางตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศ (OECD Anti-Bribery Convention) มากำหนดเป็นหลักการสำคัญในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้การให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นความผิดทางอาญา ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษทั้งจำคุกและปรับ อีกทั้งยังกำหนดความรับผิดของนิติบุคคลไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า หากบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล เช่น ผู้แทนของนิติบุคคล ลูกจ้าง ตัวแทน บริษัทในเครือให้สินบนกับเจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ของบริษัทหรือองค์กรแล้ว บริษัทอาจต้องรับโทษปรับเป็นจำนวนสูง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมและเพียงพอในการป้องกันมิให้มีการให้สินบนเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการและการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

การพัฒนากฎหมายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทย โดยกลไกของรัฐสภาดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการยกระดับมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลภาครัฐและภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ รัฐสภายังได้มีการออกระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐสภาไทยในด้านการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศไทย พ.ศ. 2568 เพื่อให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ การสื่อสารสาธารณะ และความร่วมมือเชิงนโยบายกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ สนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสมาชิกสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาให้บรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย