โดยทั่วไป “กฎหมาย” มีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของคนในสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมความเท่าเทียม และความสงบสุขร่วมกันภายในประเทศ นอกจากนี้ กฎหมายยังเป็นกลไกที่ช่วยให้รัฐสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศโดยรวมอีกด้วย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนที่รัฐสภาจะตราออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับกับประชาชน และต้องนำความเห็นของประชาชนผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายนั้นมาประกอบการพิจารณาในทุกขั้นตอนเมื่อพิจารณาช่องทางการเสนอร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีของร่างพระราชบัญญัติ ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดไว้ 3 ช่องทาง คือ
ทั้งนี้ การเสนอร่างพระราชบัญญัติจะต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบจะส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป
การตรากฎหมายแต่ละฉบับจำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทั้งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และถ่วงดุลความเหมาะสมของร่างกฎหมาย ทั้งในด้านเนื้อหา หลักการ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้กฎหมายที่ประกาศใช้มีความถูกต้องตามหลักนิติรัฐ มีความชอบธรรม และสอดคล้องกับประโยชน์ของประชาชนและสังคมส่วนรวมตามหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา พบว่า การพิจารณาร่างกฎหมายบางฉบับประสบปัญหาความล่าช้าโดยเฉพาะร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดของกระบวนการนิติบัญญัติที่มีความซับซ้อนของเนื้อหากฎหมาย บริบททางการเมือง อีกทั้งยังขาดข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะและผู้มีส่วนได้เสีย ส่งผลให้ข้อมูลประกอบร่างกฎหมายบางฉบับไม่ครอบคลุม ทำให้เกิดอุปสรรคในกระบวนการร่างกฎหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางวิชาการและด้านเทคนิคจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) โดยยึดหลักการว่ากฎหมายที่ดีควรมี “โครงสร้างและกลไกที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป” อันจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จากผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ส่งผลต่อคุณภาพของการยกร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งสามารถ
สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกระบวนการนิติบัญญัติในต่างประเทศ พบว่า จะมีความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภาของแต่ละประเทศ และยังคงมุ่งเน้นการคงไว้ซึ่งบทบาทหลักของรัฐสภาในฐานะองค์กรนิติบัญญัติที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย รวมถึงการกำกับและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้สนับสนุนการดำเนินงานด้านการตรากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรให้มีประสิทธิภาพ ดังนี้
ทั้งนี้ การสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว สามารถพัฒนาศักยภาพของรัฐสภาไทยให้ทันต่อบริบทสากล ส่งผลให้ได้กฎหมายที่มีคุณภาพ สามารถบังคับใช้ได้จริง ก่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเป็นการรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจและเสถียรภาพของระบบการปกครองตามหลักประชาธิปไตยแบบรัฐสภาต่อไป
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th