รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม: การศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

ชื่อเรื่องในภาษาอื่น :
Digital Law for Economic and Social Development: A Comparative Study of Laws in the Asia-Pacific Region
ผู้แต่ง :
พรเพ็ญ ไตรพงษ์
ธนะชาติ ปาลิยะเวทย์
วิศรุต สำลีอ่อน
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จำนวนหน้า :
578
ปีที่เผยแพร่ :
2569
ประเภท :
งานวิจัยโดยสถาบันและนักวิชาการอิสระ
ผู้ให้ทุน/ผู้สนับสนุน :
ได้รับทุนในการวิจัยจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
รายละเอียด

Year of Research : 2024

บทคัดย่อ/เนื้อเรื่องย่อ :

 

การศึกษาเรื่องกฎหมายดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม: การศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของกฎหมายดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สาระสำคัญและขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย วิเคราะห์และเปรียบเทียบเนื้อหาและขอบเขตของการบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลระหว่างไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ปัญหาและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลฯ รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายทั้งของไทยและ 4 ประเทศดังกล่าว โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการเก็บข้อมูลที่หลากหลาย ได้แก่ การวิจัยเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องหรือมีบทบาทต่อประเด็นด้านกฎหมายดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์มาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการพัฒนากฎหมายดิจิทัลฯ ของไทย ผลการวิจัยพบว่า

1) ประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจังตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 กำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความเป็นธรรม ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ถึงแม้ว่าไทยมีรากฐานกฎหมายดิจิทัลที่ครอบคลุมแต่ยังต้องปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

2) การเปรียบเทียบกฎหมายดิจิทัลของประเทศไทยกับอีก 4 ประเทศ จำแนกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ธุรกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัล ความปลอดภัยไซเบอร์และคุ้มครองข้อมูล คลื่นความถี่และโทรคมนาคม และรัฐบาลดิจิทัล ด้านธุรกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยมีกฎหมายรองรับแต่ยังแยกส่วนจากระบบการเงิน ขณะที่สิงคโปร์และออสเตรเลียมีระบบใบอนุญาตครบวงจร ส่วนความปลอดภัยไซเบอร์และคุ้มครองข้อมูล ไทยมีกฎหมายคล้าย GDPR แต่ยังขาดกลไกบังคับใช้ที่เข้มแข็ง ขณะที่สิงคโปร์และออสเตรเลียมีหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจจริง ด้านคลื่นความถี่และโทรคมนาคม ไทยยังขาดกลยุทธ์เชิงเศรษฐกิจเทียบเท่าสิงคโปร์และออสเตรเลีย ด้านรัฐบาลดิจิทัล ไทยมีกรอบกฎหมายชัดเจน ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลเหมือนสิงคโปร์ แต่ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูล สรุปได้ว่าไทยอยู่ในระดับ “กลาง” ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือมีกฎหมายพื้นฐานครบแต่ต้องเร่งปรับปรุงการบังคับใช้และเพิ่มความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล

3) แม้ว่าไทยมีกฎหมายดิจิทัลรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่การบังคับใช้ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านโครงสร้าง เนื้อหากฎหมาย และบุคลากร โดยกฎหมายธุรกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัลยังไม่ทันเทคโนโลยี ขาดความชัดเจนของนิยามและกลไกคุ้มครองผู้เสียหาย กฎหมายความปลอดภัยไซเบอร์และคุ้มครองข้อมูลยังซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน ขาดผู้เชี่ยวชาญและความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่วนกฎหมาย คลื่นความถี่และโทรคมนาคมประสบปัญหาการกำกับดูแลที่ไม่เป็นอิสระ เน้นรายได้รัฐมากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยี และรัฐบาลดิจิทัลยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและบุคลากรด้านเทคโนโลยี ทำให้ระบบบริการภาครัฐไม่บูรณาการอย่างแท้จริง

4) การบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลของทุกประเทศส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและข้อกังวลในแต่ละกลุ่มกฎหมาย โดยในด้านธุรกรรมดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยมีการวางกรอบควบคุมที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสร้างภาระให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ส่วนประเทศอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลียมีกลไกกำกับที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนการเติบโตของฟินเทคมากกว่า ด้านความปลอดภัยไซเบอร์และคุ้มครองข้อมูล ไทยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยแต่เอกชนต้องลงทุนสูงและยังมีความเสี่ยงด้านการใช้อำนาจรัฐ ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียมีระบบควบคุมที่ชัดและบทลงโทษเข้มกว่า ด้านคลื่นความถี่และโทรคมนาคม ไทยมีกฎหมายส่งเสริมการแข่งขันแต่ยังมีช่องว่างในการกำกับ OTT และความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งเน้นควบคุมเนื้อหาเพื่อความมั่นคงจนกระทบเสรีภาพสื่อ สุดท้ายด้านรัฐบาลดิจิทัล ไทยได้รับผลบวกจากการเพิ่มประสิทธิภาพและโปร่งใสของบริการรัฐแต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทักษะบุคลากร และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยรวมแล้วการบังคับใช้กฎหมายดิจิทัลในภูมิภาคนี้ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังต้องปรับสมดุลระหว่าง “การคุ้มครอง” และ “การส่งเสริม” เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

ข้อเสนอแนะด้านธุรกรรมดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายไทยโดยใช้กฎหมายของ UNCITRAL หรือกฎหมายต่างประเทศเป็นต้นแบบ ควรแก้ไขระบบอนุญาตธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นการรับรองผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ (Trust-based System) ควรเพิ่มบทบัญญัติรองรับตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ และจัดตั้งกลไก “Regulatory Sandbox” เพื่อทดสอบนวัตกรรมดิจิทัลภายใต้ การควบคุมของรัฐ ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และคุ้มครองข้อมูล ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ควรตั้งคณะกรรมการนโยบายการคุ้มครองข้อมูลแห่งชาติ (National Data Protection Policy Council) ควรรวมบทบัญญัติเรื่อง “การประมวลผลข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ” เป็นหมวดเดียว ควรดำเนินการเพิ่มโทษทางปกครองแบบขั้นบันไดเพื่อให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ควรกำหนดบทบาทความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนให้ชัดเจน ควรปรับปรุงระบบรายงานและการประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และควรดำเนินการเพิ่มบทบัญญัติเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามทางไซเบอร์ข้ามชาติ ด้านคลื่นความถี่และโทรคมนาคม ได้แก่ ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ให้เป็นกฎหมายกรอบเชิงนโยบายดิจิทัล ควรเปิดทางเลือกการจัดสรรคลื่นแบบอื่นนอกเหนือจากการประมูล ควรส่งเสริมการทดลองเทคโนโลยีด้วย Spectrum Sandbox ควรปรับโครงสร้าง กสทช. ให้เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควรออกกฎหมายใหม่ว่าด้วยการให้บริการสื่อและโทรคมนาคมข้ามพรมแดน ควรกำหนดหลักเกณฑ์กำกับบริการ OTT ต่างประเทศ และควรบังคับให้มีตัวแทนในประเทศไทยและเสียภาษีอย่างเหมาะสม ด้านรัฐบาลดิจิทัล ได้แก่ พัฒนาแพลตฟอร์มกลางของรัฐบาล (Government Data Exchange Platform) จัดทำ National Data Interoperability Framework เพื่อมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ตั้งคณะกรรมการกำกับข้อมูลภาครัฐเพื่ออนุมัติและกลั่นกรองการเชื่อมโยงข้อมูล และยึดแนวทาง Digital Government Blueprint ของมาเลเซีย