การพระราชทานอภัยโทษ

ผู้เรียบเรียง :
ศรันยา สีมา, นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2567-04
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การพระราชทานอภัยโทษ หมายถึง การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แก่
ผู้ต้องโทษให้ได้รับการปล่อยตัว หรือลดโทษ หรือเปลี่ยนโทษ แล้วแต่กรณี ซึ่งขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นพระราชอำนาจเด็ดขาดเช่นเดียวกับพระราชอำนาจในการลงโทษ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการพระราชทานอภัยโทษให้เป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น แต่ยังมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปด้วย โดยถือเป็นโบราณราชประเพณีสำหรับพระมหากษัตริย์ที่จะพระราชทานอภัยโทษในวโรกาสอันเป็นมงคลของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ได้มีการบัญญัติรับรองพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา นอกจากนั้น ยังได้ มีการกำหนดหลักเกณฑ์การพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องโทษอาญาไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอีกด้วย การพระราชทานอภัยโทษแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) การพระราชทานอภัยโทษตามจารีตประเพณี ซึ่งเป็นการพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ขอพระราชทานอภัยโทษที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะโทษอาญา และไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำพิพากษาว่าผู้ขอพระราชทานอภัยโทษกระทำความผิดแล้ว และ 2) การพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องโทษที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษอาญา  

การพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องโทษที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษอาญา แบ่งออกได้เป็น
2 กรณี คือ  

1) การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป คือ การที่พระมหากษัตริย์พระราชทานอภัยโทษให้แก่
ผู้ต้องโทษอาญาทุกคนที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปจะดำเนินการโดยทางราชการ มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาการอภัยโทษ ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปจะมีขึ้นเมื่อมีเหตุอันสมควร เช่น พระราชประเพณีสำคัญ หรือวาระสำคัญต่อเหตุการณ์บ้านเมือง หรือเหตุผลในทางราชทัณฑ์  

2) การพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย คือ การพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษเป็นรายบุคคล
ให้ได้รับการยกโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบา หรือลดโทษ โดยการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเรื่องราว
ขอพระราชทานอภัยโทษและถวายคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ เพียงใด ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัย

ผู้ต้องโทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สินที่คดีถึงที่สุดแล้ว หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา คู่สมรส ของผู้ต้องโทษ สามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำ ทัณฑสถาน กระทรวงยุติธรรม สำนักราชเลขาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตได้ หลังจากรับเรื่องแล้วกรมราชทัณฑ์จะส่งไปสอบสวนเรื่องราวยังเรือนจำหรือทัณฑสถานที่ควบคุมผู้ต้องโทษ จากนั้นจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาถวายความเห็นและนำความขึ้นกราบบังคมทูล เมื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไร ก็จะส่งผลฎีกาดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์ทราบและดำเนินการพร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าทูลกระหม่อมทราบต่อไป

การพระราชทานอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องโทษมีผลทางกฎหมาย คือ

  1. 1) การพระราชอภัยโทษปล่อย มีผลให้ผู้ต้องโทษไม่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาอีกต่อไปและได้รับการปล่อยตัว
  2. 2) การพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษ มีผลให้ผู้ต้องโทษถูกบังคับตามคำพิพากษาแต่เพียงบางส่วน เช่น ผู้ต้องโทษต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษเป็นจำคุก 50 ปี ผู้นั้นไม่ต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต แต่จะถูกจำคุกเป็นเวลา 50 ปี และ
  3. 3) การพระราชทานอภัยโทษเปลี่ยนโทษ มีผลให้ผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่ต้องถูกคำบังคับโทษตามคำพิพากษา แต่จะรับโทษตามโทษที่เปลี่ยนไป เช่น ผู้ต้องโทษต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษเปลี่ยนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต ผู้นั้นไม่ต้องถูกประหารชีวิต แต่จะถูกจำคุกตลอดชีวิตแทน

การพระราชทานอภัยโทษ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ต้องโทษตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลับตัวเป็นคนดีของสังคม ส่งผลต่อการแก้ไขพฤตินิสัยไม่กลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกเมื่อพ้นโทษแล้ว และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติ อีกทั้งเป็นวิธีการในการผ่อนคลายความเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมายตาม

ลายลักษณ์อักษร เนื่องจากในการพิจารณาพระราชทานอภัยโทษ จะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม ซึ่งทำให้ผู้ต้องโทษได้รับการลงโทษที่เหมาะสมกับการกระทำความผิดมากขึ้น อีกทั้งมีโอกาสกลับสู่สังคมได้เร็วขึ้น

ภาพปก